ความพร้อมของบิดา-มารดา

posted on 02 Dec 2008 02:26 by siripa  in com

 

 

      ความประทับใจของมารดา-บิดาที่มีความพร้อมทั้งกายและใจ โดยมีการวางแผนครอบครัวมาแล้วเป็นอย่างดี

(ขออนุญาติใช้เพื่อการศึกษานะค่ะ)

edit @ 2 Dec 2008 02:29:45 by Piglet

การวางแผนครอบครัว

posted on 02 Dec 2008 02:24 by siripa  in com

 

 

 การวางแผนครอบครัว (Family planning)

 

 

 

   การที่บุคคลหรือคู่สมรสวางแผนไว้ล่วงหน้า เพื่อมีบุตรในช่วงเวลาที่ต้องการ หลีกเลี่ยงการตั้งครรภ์ที่ไม่พึงปรารถนา เว้นช่วงเวลาการมีบุตรให้เหมาะสมกับอายุและสุขภาพของร่างกาย มีบุตรจำนวนพอเหมาะ ทั้งนี้เพื่อให้มารดาและบุตรที่เกิดมามีสุขภาพดี ได้รับการเลี้ยงดูอบรมให้เป็นพลเมืองที่ดีของประเทศชาติ อีกทั้งยังเป็นผลดีต่อภาวะเศรษฐกิจและสังคมของประเทศชาติอีกด้วย

 

edit @ 5 Dec 2008 23:34:46 by Piglet

 

 

ประโยชน์ของการวางแผนครอบรัว

 

 

 

 

ลดอัตราการเพิ่มของประชากรให้มีจำนวนเหมาะสมกับสภาวะเศรษฐกิจและสังคม

ในระดับครอบครัวจะช่วยให้คู่สมรสที่เพิ่งแต่งงานได้มีช่วงเวลาสำหรับการใช้ชีวิตแต่งานอย่างมีความสุขก่อนมีบุตร

ช่วยให้คู่สมรสสามารถกำหนดระยะเวลาการมีบุตร ระยะห่างการมีบุตรและจำนวนบุตรที่ต้องการ

 การเว้นระยะห่างของการมีบุตร

การมีจำนวนบุตรตามที่ต้องการจะทำให้บุตรได้รับการเลี้ยงดูอย่างมีคุณภาพ

การวางแผนครอบครัวที่ดีช่วยป้องกันทำแท้งที่ผิดกฎหมาย

 

 

edit @ 2 Dec 2008 02:41:09 by Piglet

โฆษณาครอบครัวมีสุข

posted on 02 Dec 2008 01:20 by siripa  in com

"ถ้ามีการวางแผนครอบครัวที่ดีอยู่ในครอบครัวที่อบอุ่นไม่ว่าจะไปที่ไหน ๆ ก็มีความสุขได้"

 

การคุมกำเนิด

posted on 02 Dec 2008 01:06 by siripa  in com

          

 

การคุมกำเนิด (Contraception)

 

           การป้องกันการปฏิสนธิ หรือการป้องกันการตั้งครรภ์ การคุมกำเนิดได้วิวัฒนาการมาตั้งแต่ในอดีตจนถึงปัจจุบัน โดยได้ทำการศึกษา ค้นคว้าและวิจัยหาวิธีใหม่ ที่คาดว่าจะมีคุณสมบัติที่ดียิ่งขึ้น วิธีการคุมกำเนิดที่ดีควรมีคุณสมบัติดังนี้ 

1. มีประสิทธิภาพ (effective) สูงในการป้องกันการตั้งครรภ์

2. ปลอดภัย (safe) ไม่มีอาการแทรกซ้อนที่รุนแรง และไม่มีอันตรายแม้จะใช้ติดต่อกันเป็นเวลานาน

3. ภาวะเจริญพันธุ์ภายหลังคุมกำเนิด (return of fertility) ในกรณีที่เป็นวิธีคุมกำเนิดแบบชั่วคราว เมื่อเลิกใช้แล้วต้องมีการเจริญพันธุ์ดีเหมือนเดิม

4. ใช้ได้ง่าย (simple) สะดวกในทางปฏิบัติและในการให้บริการ

5. เป็นวิธีที่คนส่วนใหญ่ยอมรับ (acceptable)

6. ราคาถูก (inexpensive)

 

 

ประโยชน์การคุมกำเนิด

posted on 02 Dec 2008 00:50 by siripa  in com

 

 

 
     

 

 ประโยชน์ของการคุมกำเนิด

 

1. สามารถเลือกมีบุตรได้ตามเวลาที่ต้องการ สำหรับคู่สมรสที่อายุน้อย เศรษฐานะไม่ดีก็จะมีเวลาปรับตัวก่อนที่จะมีบุตร หากตั้งครรภ์ทันทีหลังการแต่งงานจะทำให้ความสุขที่ควรจะได้จากระยะแรกของการสมรสเสียไป ในระยะที่ครอบครัวกำลังยากจนก็จะเป็นภาระต่อครอบครัวในภายหลัง หรือการเตรียมตัวไปทำงานต่างประเทศ การคุมกำเนิดจะช่วยแก้ปัญหาเหล่านี้ได้

2. เพื่อเว้นระยะการตั้งครรภ์ให้มีระยะเวลาห่างพอสมควร และไม่ให้เป็นภาระต่อครอบครัวที่จะเลี้ยงดูบุตรที่เกิดมาติด กัน

3. เพื่อจำกัดจำนวนของบุตรให้เหมาะสมกับฐานะของครอบครัว บุตรจะได้รับการเลี้ยงดูและมีการศึกษาที่ดี เป็นผลดีต่อประเทศชาติเนื่องจากประชากรมีคุณภาพ

4. ใช้เนื่องจากเหตุผลทางการแพทย์ ในกรณีที่มารดามีโรคที่เป็นข้อห้ามในการตั้งครรภ์เช่น วัณโรค โรคหัวใจ โรคไต โรคเบาหวาน และโรคเอดส์ เป็นต้น ซึ่งหากมีการตั้งครรภ์เกิดขึ้น อาจทำให้อาการรุนแรงถึงแก่ชีวิตทั้งมารดาและทารกได้

edit @ 2 Dec 2008 01:05:28 by Piglet

ยาเม็ดคุมกำเนิด

posted on 01 Dec 2008 23:20 by siripa  in com

ยาเม็ดคุมกำเนิด(Combined Oral Contraceptive Pill: COCP หรือ "the Pill")

          เป็นฮอร์โมนสังเคราะห์ที่ฝ่ายหญิงใช้กินเพื่อป้องกันการตั้งครรภ์ เป็นฮอร์โมนที่ทำเลียนแบบฮอร์โมนที่อยู่ในร่างของผู้หญิง คือ เอสโตรเจน และโปรเจสเตอโรน บางชนิดจะมีฮอร์โมนเพียงอย่างเดียว แต่ส่วนใหญ่จะมีทั้ง 2 อย่าง เรียกว่า ชนิดฮอร์โมนรวม ซึ่งนิยมใช้มากกว่า ส่วนใหญ่จะมีฮอร์โมนทั้ง 2 ชนิดเท่ากันทุกเม็ดในหนึ่งชุด (21-22 เม็ด) กินทุกวันติดต่อกัน แล้วหยุด 6 หรือ 7 วัน มีจำหน่ายในบ้านเรามากกว่า 10 ยี่ห้อ บางชนิดจะเพิ่มยาบำรุงหรือแป้งอีก 7 เม็ด เพื่อให้กินทุกวันโดยไม่ต้องหยุด บางชนิดมีขนาดฮอร์โมนทั้ง 2 ชนิดไม่เท่ากัน โดยทำเป็นสีแตกต่างกัน เป็น 2 หรือ 3 ระยะในหนึ่งชุด เช่น ถ้าเป็น 2 ระยะทำเป็น 2 สี คือ 7 เม็ด และ 15 เม็ด รวมเป็น 22 เม็ด ถ้าเป็น 3 ระยะจะทำเป็น 3 สี คือ 6 เม็ด 5 เม็ด และ 10 เม็ด รวมเป็น 21 เม็ด ทั้งนี้โดยมุ่งหวังที่จะให้มีขนาดของฮอร์โมนน้อยที่สุด ใกล้เคียงกับการหลั่งฮอร์โมนตามธรรมชาติ โดยยังมีผลในการคุมกำเนิดได้ดี และมีอาการข้างเคียงน้อย



กลไกการป้องกันการตั้งครรภ์

1.ระงับการตกไข่

2.ทำให้มูกที่ปากมดลูกเหนียว ตัวอสุจิผ่านเข้าสู่โพรงมดลูกได้น้อย

3.เยื่อบุโพรงมดลูกเจริญเติบโตไม่เต็มที่ ทำให้ไม่เหมาะในการฝังตัวของไข่ที่ถูกผสมแล้ว (ถ้าบังเอิญมีการตกไข่)

 

      ยาเม็ดคุมกำเนิดชนิดฮอร์โมนรวม

         ยาแต่ละเม็ดมีฮอร์โมนเอสโตเจน และโปรเจสโคเจนเป็นส่วนประกอบ มีทั้งชนิด 21,22 และ 28 เม็ดตัวยา 7 เม็ดที่เพิ่มขึ้นจะเป็นเม็ดแป้งไม่มีฮอร์โมน
ยาเม็ดคุมกำเนิดในกลุ่มนี้ยังแบ่งออกเป็น 2 ชนิด

    1. ยาเม็ดคุมกำเนิดที่มีฮอร์โมนระดับเดียว

        ยาเม็ดทุกเม็ดมีปริมาณตัวยาฮอร์โมนรวมเท่ากัน ปัจจุบันนิยมใช้ชนิดที่มีเอสโตเจนต่ำๆคือ 20-30 ไมโครกรัม ส่วนโปรเจสโตเจนที่ใช้มีหลายชนิดและยังคงมีการพัฒนาเพื่อหาฮอร์โมนชนิดใหม่ๆที่มีประสิทธิภาพสูง และผลข้างเคียงต่ำยาคุมชนิดนี้ไม่ควรใช้ในคนที่ให้นมบุตรเพราะจะทำให้น้ำนมน้อย

2. ยาเม็ดคุมกำเนิดที่มีฮอร์โมนหลายระดับ

       ยาแต่ละเม็ดจะมีฮอร์โมนไม่เท่ากัน ปริมาณยามีหลายระดับเลียนแบบการหลังฮอร์โมนตามธรรมชาติซึ่งทำให้ผลข้างเคียงของยาลดลง

ยาเม็ดคุมกำเนิดทีมีเฉพาะโปรเจสโตเจน

          เป็นยาคุมกำเนิดที่มีแต่ progestin อย่างเดียวจึงลดผลข้างเคียงของยา ยานี้อาจจะเรียก mini-pill กลไกการออกฤทธิ์ของยาคือจะทำให้เมือกที่ปากมดลูกเหนียวเชื้อ sperm ผ่านไปยาก และทำให้เยื่อบุมดลูกไม่เหมาะในการฝังตัว เป็นยาที่มีฮอร์โมนในขนาดน้อยจัดทำเป็นแผง 28 เม็ดยาทุกเม็ดมีตัวยาเหมือนกัน การกินยาให้เริ่มกินวันแรกของรอบเดือนและกินยาต่อเนื่องทุกวันโดยไม่ต้องหยุดยา เมื่อหมดแผงให้เริ่มแผงใหม่ทันที 

ข้อดีของยาชนิดนี้

  •  
    • ยานี้มีประโยชน์ ในผู้ที่ไม่สามารถทนอาการข้างเคียงของฮอร์โมนเอสโตรเจนได้ เช่นคลื่นไส้อาเจียน แต่ว่าประสิทธิภาพในการคุมกำเนิดจะต่ำ
      กว่ายาเม็ดคุมกำเนิดชนิดรวม
    • สามารถใช้ในผู้ป่วยที่มีอายุมากกว่า 35 ปี
    • ใช้ในคนให้นมบุตรได้เนื่องจากไม่ได้ลดน้ำนม
    • มีความปลอดภัยมากกว่าชนิดฮอร์โมนรวมเมื่อใช้ในภาวะที่มีความดันโลหิตสูง ความดันโลหิตสูง สูบบุหรี่ หรือคนอ้วน

ข้อด้อยของยาคุมชนิดนี้

  •  
    • อาจจะมีเลือดออกกะปริดกะปอยในช่วงแรกของการใช้ยา อาจจะเปลี่ยนวิธีการคุมกำเนิดเป็นวิธีอื่น
    • น้ำหนักเพิ่ม คัดเต้านม
    • ยานี้ต้องรับประทานครบเดือนก่อนจะป้องกันการตั้งครรภ์ได้ดังนั้นในเดือนแรกต้องใช้วิธีการคุมกำเนิดอย่างอื่นร่วมด้วย
    • ยาคุมนี้ต้องรับประทานให้ตรงเวลา หากคลาดเคลื่อนไป 3 ชั่วโมงควรใช้การคุมกำเนิดอย่างอื่นเช่นถุงยางอนามัย รอจนรอบหน้า
    • หากลืมรับประทานยาแม้เพียงวันเดียวก็ควรใช้การคุมกำเนิดวิธีอื่น

ยาเม็ดคุมกำเนิดชนิดใช้หลังร่วมเพศ

       ยาชนิดนี้นิยมใช้ในกลุ่มวัยรุ่นและผู้ที่มีเพศสัมพันธ์โดยไม่ได้ป้องกันล่วงหน้า โดยที่ผู้ใช้ไม่ทราบผลข้างเคียงของยา ยากลุ่มนี้มีทั้งแบบฮอร์โมนชนิดเดียวและชนิดฮอร์โมนรวม โดยแต่ละชนิดจะมีวิธีกินต่างกัน ส่วนมากนิยมใช้ชนิดที่กินหลังมีเพศสัมพันธ์ทันที เพราะใช้ง่าย แต่เนื่องจากยามีฮอร์โมนขนาดสูงมากจึงเกิดอาการข้างเคียงสูงกว่ายาเม็ดคุมกำเนิดชนิดอื่น ผู้ใช้จะมีอาการคลื่นไส้อาเจียนอย่างมาก มีเลือดออกผิดปกติ ผลของการป้องกันตั้งครรภ์ยังต่ำกว่าการใช้ยาคุมกำเนิดชนิดรวม ถ้าผิดพลาดอาจจะเกิดการตั้งครรภ์ได้เหมาะสำหรับผู้ที่มีเพศสัมพันธ์ไม่บ่อย หรือใช้ในกรณีที่ถูกข่มขืน

ผู้ที่ห้ามใช้ยาคุมกำเนิด

        ผลของฮอร์โมนจะออกฤทธิ์ตามอวัยวะต่างๆหลายแห่ง ซึ่งอาจจะก่อให้เกิดปัญหาสุขภาพต่อผุ้ใช้บางกลุ่มที่มีโรคประจำตัวภาวะที่ห้ามใช้และควรหลีกเลี่ยงได้แก่

  •  
    • มะเร็งของอวัยวะภายในของผู้หญิง และมะเร็งเต้านม
    • โรคตับเฉียบพลันหรือตับทำงานผิดปกติ
    • โรคของถุงน้ำดี
    • มีเลือดออกโพรงมดลูก
    • เคยหรือเป็นโรคหัวใจและหลอดเลือด
    • ความดันโลหิตสูง
    • สงสัยว่าจะตั้งครรภ์ ตั้งครรภ์
    • โรคลมชัก
    • โรคเบาหวาน
    • อายุมากกว่า 40 ปี หรือมากกว่า 35 ปีที่อ้วน มีไขมันในเลือดสูง หรือสูบบุหรี่จัด ถ้าหากท่านมีหลายปัจจัยเสี่ยงและรับประทานยาคุมกำเนิดโอกาส
      ที่จะเกิดโรคแทรกซ้อนก็จะมีสูงขึ้น
    • มีระดูน้อย หรือขาดระดู
    • ปวดศีรษะบ่อย หรือเป็นไมเกรน

อาการข้างเคียงของยาเม็ดคุมกำเนิด

         ผลข้างเคียงที่พบได้คือ น้ำหนักตัวเพิ่ม สิว ฝ้า ผมร่วง ปวดศีรษะ อาการเหล่านี้จะเป็นในระยะเริ่มแรก ส่วนใหญ่หายได้เอง

  •  
    • อาการคลื่นไส้อาเจียน มักพบช่วงแรกของการใช้ยา แก้ไขโดยให้กินยาคุมหลังอาหารเย็นหรือก่อนนอน แต่ถ้ามีอาการมากหรือเป้นอยู่นาน
      ควรปรึกษาแพทย์ แต่ถ้าใช้ระยะแรกไม่เกิดแล้วมาเกิดภายหลังอาจจะเกิดจากการตั้งครรภ์หรือโรคอื่น ควรพบแพทย์เพื่อหาสาเหตุ
    • อาการเจ็บคัดเต้านม พบในระยะแรกของการรับประทานยา ซึ่งจะลดลงหรือหายไปในเวลาต่อมา
    • เลือดออกกะปริดกะปรอย มักพบในระยะแรก หรือผู้ที่ลืมกินยาบ่อยแก้ไขโดยการกินยาอย่างสม่ำเสมอ
    • ยาคุมกำเนิดจะทำให้ประจำเดือนมาน้อยลง ปวดประจำเดือนน้อยลง และป้องกัน cyst และเนื้องอกที่รังไข่และมดลูก
    • การขาดระดูระหว่างการใช้ยา ควรตรวจให้แน่ว่าไม่ได้ตั้งครรภ์

ข้อระวังเมื่อใช้ยาคุมกำเนิด

หากท่านที่ใช้ยาเม็ดคุมกำเนิดและเกิดอาการเหล่านี้ควรหยุดยาและรีบพบแพทย์

  •  
    • มีอาการปวดท้องอย่างรุนแรง  
    • ตัวเหลืองตาเหลือง
    • ปวดศีรษะอย่างรุนแรง จะเป็นลม เวียนศีรษะ
    • ความดันโลหิตสูง
    • มีอาการปวดและบวมเท้า และน่องให้สงสัยว่าเกิด ลิ่มเลือดในหลอดเลือดดำ
    • ปวดตา ตาพร่า เห็นแสงวูบวาบให้สงสัยว่ายาคุมกำเนิดทำให้ ไมเกรน เป็นมากขึ้น
    • มีอาการปวดหน้าอกและหายใจหอบ
    • มีอาการซึมเศร้า

ยาฝังคุมกำเนิด

posted on 01 Dec 2008 21:10 by siripa  in com

 ยาฝังคุมกำเนิด    (Contraceptive implants)

 

 

        ยาฝังคุมกำเนิด เป็นยาคุมกำเนิดชั่วคราวที่มีตัวยาเช่นเดียวกับยาฉีดคุมกำเนิด คือเป็นฮอร์โมน progesterone สังเคราะห์ นำมาใช้ในลักษณะเป็นผงบรรจุในหลอดไซลาสติค (silastic)แล้วนำมาฝังใต้ผิวหนังแล้ว progesterone สังเคราะห์นั้น ก็จะกระจายออกเข้าสู่กระแสโลหิตในอัตราค่อนข้างจะคงที่ สามารถออกฤทธิ์ป้องกันการตั้งครรภ์ได้นาน 1 – 5 ปี ตามชนิดของยาฝังคุมกำเนิด ยาฝังคุมกำเนิดที่ใช้ฮอร์โมน progestogen ชนิด Levonorgestrel (LNG) ใช้ได้ผลดีที่สุด

ชนิดของยาฝังคุมกำเนิด
1. ชนิดไม่สลายตัว (non-biodegradable)
2. ชนิดสลายตัว (biodegradable)
1. ยาฝังคุมกำเนิดชนิดไม่สลายตัว
ยาฝังคุมกำเนิดชนิดไม่สลายตัวจะมีฮอร์โมนสังเคราะห์บรรจุในหลอด (capsule) หรือฝังรวมอยู่เป็นแห่ง (rod) เมื่อครบกำหนดอายุการใช้แล้วไม่สลายตัวจึงต้องเอาออก ปัจจุบันมีใช้และกำลังศึกษาผลการใช้แบ่งเป็น 2 ระยะ คือ
1.1 ยาฝังคุมกำเนิดที่นำมาใช้ในยุคแรก (first generation) คือ Norplant-6
1.2 ยาฝังคุมกำเนิดยุคที่สอง (second generation) ได้แก่ ยาฝังคุมกำเนิด Norplant-2 ซึ่งมี 2 แท่ง และยาฝังคุมกำเนิดที่มีเพียง 1 หลอด เช่น Implanon, Uniplant เป็นต้น
  • 2. ยาฝังคุมกำเนิดชนิดสลายตัว
ยาฝังคุมกำเนิดชนิดสลายตัวเป็นยาฝังบรรจุฮอร์โมนสังเคราะห์ให้กระจายออกเข้าสู่กระแสเลือด แล้วหลอดที่ฝังค่อยๆ สลายตัวไปโดยไม่ต้องเอาออก ปัจจุบันกำลังมีการศึกษาวิจัยอยู่ 2 ชนิด คือ Capronor ,Norethindrone pellets
   
ปริมาณของฮอร์โมนที่กระจายออกจากยาฝังคุมกำเนิด
ฮอร์โมนสังเคราะห์ที่กระจายออกจากยาฝังคุมกำเนิดจะมีปริมาณมากน้อยขึ้นอยู่กับ
1. ชนิดฮอร์โมนที่บรรจุอยู่ ซึ่งจะมีความเหมาะสมแตกต่างกัน ชนิดที่สามารถซึมผ่านหลอดได้ดี และที่ใช้อย่างแพร่หลาย ได้แก่ levenorgestrel ชนิดอื่นๆ ที่กำลังจะนำมาใช้ได้แก่ 3-ketodesogestrel และ ST-145 หรือ nesterone และ normegestrol acetate
2. พื้นที่ผิวและความหนาของแท่งหรือหลอดบรรจุฮอร์โมน ถ้าหลอดมีขนาดใหญ่พื้นที่ผิวมาก และบางกว่า ก็สามารถกระจายฮอร์โมนได้มากกว่าหลอดขนาดเล็กกว่าหรือมีความหนามากกว่า
3. ชนิดของหลอดที่บรรจุฮอร์โมน หลอดบรรจุฮอร์โมนจะทำให้ฮอร์โมนกระจายได้น้อยกว่า ชนิดแท่งตัน 3-4 เท่า เนื่องจากระยะทางที่ฮอร์โมนกระจายถึงผิวไกลกว่า
4. จำนวนแท่งหรือหลอดบรรจุฮอร์โมน ได้มีการศึกษาผลการใช้ตั้งแต่ 1-12 หลอด มีจำนวนแท่งหรือหลอดมากก็มีฮอร์โมนกระจายออกมาก
5. วิธีการทำให้ปราศจากเชื้อ ถ้าทำให้ปราศจากเชื้อโดยใช้รังสี (irradiation) จะมีผลทำให้ฮอร์โมนสังเคราะห์ซึมผ่านได้ช้าลง
6. ผู้รับบริการฝังยาคุมกำเนิดที่มีรูปร่างลักษณะแตกต่างกัน จะมีผลให้การกระจายฮอร์โมน ออกแตกต่างกันไป ซึ่งอาจเกี่ยวกับตัวแปรต่างๆ เช่น หลอดเลือดไปเลี้ยงบริเวณที่ฝัง ปริมาณไขมันหรือความอ้วนผอม และการออกกำลังกายของผู้รับบริการฝังยาคุมกำเนิด และความแตกต่างของพังผืด (fibrous tissue) ที่ไปหุ้มเมื่อใส่เป็นเวลานาน เป็นต้น

ข้อดีของยาฝังคุมกำเนิด
1. ประสิทธิภาพในการป้องกันการตั้งครรภ์สูง
2. สะดวก เมื่อใช้ยาฝังคุมกำเนิดแล้วไม่ต้องกังวลในเรื่องการตรวจการใช้ทุกวัน เหมือนอย่างวิธีรับประทานยาคุมกำเนิด
3. อาการข้างเคียงน้อย โดยเฉพาะไม่มีอาการข้างเคียงจาก estrogen
4. ใช้ได้นาน ยาฝังคุมกำเนิดชนิด Norplant-6 หลอดจะใช้ป้องกันการตั้งครรภ์ได้นาน 5 ปี ส่วน Jadelle และ Implanon ใช้ได้นาน 3 ปี
5. ฮอร์โมน LNG และ ENG ที่กระจายออกมา จะออกมาในระดับต่ำและคงที่ (zero order release) จึงไม่มีผลต่อการหลั่งของน้ำนม ไม่มีผลกระทบต่อ metabolism ต่างๆ ของร่างกายคล้ายยาคุมกำเนิดชนิด microdose หรือ minipills
6. ฮอร์โมน LNG และ ENG เป็นฮอร์โมนที่ออกฤทธิ์ต่ออวัยวะเป้าหมายได้ทันที โดยไม่ต้องเปลี่ยนที่ตับ จึงไม่ทำให้หน้าที่การทำงานของตับเปลี่ยนแปลง
7. มีผลพลอยได้อื่นจากผลการใช้ progestogen เช่น ผลดีต่อภาวะโลหิตจาง, ป้องกันการตั้งครรภ์นอกมดลูก น่าจะป้องกันการเกิดมะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูก และทำให้อาการปวดระดูลดลง เป็นต้น
8. อัตราการคงใช้สูง
9. สามารถใช้คุมกำเนิดแก่ผู้ติดเชื้อ HIV ได้ ในรายที่ไม่ต้องการทำหมัน
10. ภาวะการเจริญพันธุ์ภายหลังการใช้ยาฝังคุมกำเนิดกลับคืนสู่สภาวะปกติได้เร็ว เนื่องจากมีฮอร์โมนกระจายออกในปริมาณน้อยและไม่มีการสะสมในร่างกาย

ข้อเสียของการใช้ยาฝังคุมกำเนิด
1. ผู้ให้บริการ การให้บริการมีข้อจำกัดเฉพาะบุคลากรสาธารณสุขที่ผ่านการฝึกอบรมเท่านั้น โดยเฉพาะแพทย์ที่จะสามารถให้บริการได้ทั้งการใส่และถอด
2. เมื่อเปรียบเทียบกับวิธีคุมกำเนิดอื่นๆ ค่าใช้จ่ายของโครงการวางแผนครอบครัวยังสูงมาก
3. อาการข้างเคียงที่พบมาก ได้แก่ เลือดระดูผิดปกติ อาการอื่นๆ ที่พบได้แต่น้อยมาก เช่น การอักเสบ การหลุด คลำพบหรือเห็นยาฝังคุมกำเนิด กดเจ็บเป็นสิว และน้ำหนักเพิ่ม เป็นต้น

กลไกการป้องกันการตั้งครรภ์
1. ป้องกันการตกไข่ ยาฝังคุมกำเนิดสามารถระงับการตกไข่หลังการฝังภายใน 24 ชั่วโมง แต่ภายหลัง 1 ปี จะมี LNG กระจายประมาณวันละ 30 ไมโครกรัม อาจป้องกันการตกไข่ได้ไม่สม่ำเสมอ สำหรับ Norplant-2 และ Implanon สามารถระงับการตกไข่ได้ดี
2. ทำให้มูกปากมดลูกขุ่นข้น เชื้ออสุจิผ่านเข้าไปได้ยาก
3. เยื่อบุโพรงมดลูกบางไม่เหมาะที่ไข่ที่ถูกผสมแล้วมาฝังตัว (nonfunctioning) และถ้าใช้นานๆ เยื่อบุโพรงใดลูกอาจฝ่อ (atrophic) ได้เช่นเดียวกับการใช้ยาฉีดคุมกำเนิด

อัตราการตั้งครรภ์
1. การศึกษา post-marketing surveillance study ของ Norplant อัตราการตั้งครรภ์ของ Norplant ต่ำ และไม่แตกต่างจากทำหมันหญิงคือ 0.2 และ 0.05 ต่อสตรี 100 คนใน 1 ปี
2. ประสิทธิภาพในการป้องกันการตั้งครรภ์ของ Norplant-6 รุ่นใหม่ที่มีหลอดนิ่มจะมีประสิทธิภาพ ดีกว่าชนิดเก่าซึ่งหลอดแข็ง
3. Norplant-2 รุ่นใหม่จะมีขนาดกว้างกว่ารุ่นเก่า 1 มิลลิเมตร แต่สั้นกว่า 1 มิลลิเมตร มีฮอร์โมน LNG หลอดละ 75 มิลลิกรัม หรือมากกว่ารุ่นเก่า และมีการเปลี่ยน วัสดุเป็นแท่ง ซึ่งผลการศึกษาต่างๆ พบว่าผู้ที่ใช้ Jadelle ในระยะ 3 ปี ไม่มีการตั้งครรภ์
4. การศึกษาผลการใช้ Implanon ในระยะ 3 ปี ก็ไม่พบการตั้งครรภ์

วิธีการฝังยาคุมกำเนิด Norplant

1. ให้คำปรึกษาแนะนำก่อนให้บริการ มีความสำคัญและจำเป็นมาก
2. ให้ผู้รับบริการนอนราบบนเตียงกางแขนที่ไม่ถนัด (แขนซ้ายถ้าถนัดขวา) ออกเหยียดตรงจากหัวไหล่ แล้วทำความสะอาดด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อ เช่นน้ำยา betadine บริเวณต้นแขนด้านในแล้วปิดบริเวณรอบๆ และรองใต้แขนด้วยผ้าปราศจากเชื้อ
3. เลือกบริเวณฝังยาคุมกำเนิดที่ท้องแขนด้านในเหนือข้อศอก 6-8 เซนติเมตร
4. ฉีดยาชาเฉพาะที่ เช่น 1% xylocaine หรือ 1% lidocaine ฉีดใต้ผิวหนังพอดี เป็นรูปพัดหรือรูปสามเหลี่ยมโดยแต่ละแนวยาว 4-4.5 เซนติเมตร
5. ใช้มีดปลายแหลมเจาะแผลขนาด 2 มิลลิเมตร ตรงบริเวณเหนือข้อศอก 6-8 เซนติเมตร
6. ใช้ trocar ซึ่งมีรอยบาก 2 รอย รอยบากแรกอยู่ใกล้โคน trocar เพื่อบอกระยะความลึกของ trocar ที่ผ่านเข้าใต้ผิวหนังก่อนใส่ยาฝังคุมกำเนิด รอยบากที่สองอยู่ใกล้ปลาย trocar เพื่อบอกระยะ trocar ที่ควรค้างไว้ใต้ผิวหนังผ่านเข้าระดับใต้ผิวหนังตื้นๆ จนถึงรอยบากแรกแสดงว่า trocar เข้าลึกไปจากปากแผลเท่าขนาดของยาฝังคุมกำเนิด ถ้าใส่ถูกต้องพอดีใต้ผิวหนังจะไม่ต้องใช้แรงดันมาก ถ้าต้องใช้แรงมากอาจแสดงว่าปลาย trocar แทงผ่านตื้นเกินไปจึงผ่านเข้าชั้นผิวหนัง ต้องดึง trocar ออกแล้วสอดเข้าใหม่จนถึงรอยบากแรก
7. การใส่หลอดยาเข้าไปใน trocar อาจทำได้ง่ายขึ้นโดยใช้ปากคีบไม่มีเขี้ยวช่วยบรรจุแล้วใช้แกนดัน (plunger) ดันหลอดยาเบาๆ จนถึงปลายสุด ซึ่งจะรู้สึกได้ว่ามีแรงต้านดันต่อไปไม่ได้
8. จับแกนดันไว้ให้คงที่แล้วถอย trocar ออกจนติดกับโคนของแกนดันแล้วค่อยๆ ถอยจะเห็นรอยบากที่สองอยู่ที่ระดับปากแผล ยาฝังคุมกำเนิดจะเลื่อนออกไปฝังใต้ผิวหนัง โดยมีระยะห่างจากปากแผลประมาณ 0.5 เซนติเมตร โดยปลาย trocar จะไม่ถอยพ้นรอยแผล
9. สอด trocar ในแนวใหม่ห่างจากเดิมประมาณ 15 องศา โดยใช้นิ้วคลำหลอดยาเดิมเป็นหลัก แล้วใส่ยาฝังคุมกำเนิดทีละหลอดจนครบ 6 หลอดเป็นรูปพัด
10. ใช้น้ำยาฆ่าเชื้อทำความสะอาดกดขอบแผลให้ติดกันแล้วปิดด้วยปลาสเตอร์ยา โดยไม่จำเป็นต้องเย็บแผล อาจรัดแผลด้วย elastic bandage ไว้ 12-14 ชั่วโมง เพื่อช่วยป้องกันเลือดออกและเขียวคล้ำ
วิธีการฝังยา Jadelle Implant
วิธีการฝังยาคุมกำเนิดชนิด 2 หลอด ก็เหมือนกับชนิด 6 หลอด มีข้อแตกต่างคือ จะใส่ได้เร็วกว่า และ Jadelle Implant จะบรรจุเป็น Sterile set มาพร้อม canula และ ใบมีด จึงใช้สะดวกกว่า
วิธีการฝังยา Implanon
ฝัง Implanon บริเวณท้องแขน 6-8 เซนติเมตร เหนือข้อศอก เมื่อทายาฆ่าเชื้อ ฉีดยาชาเฉพาะที่เล็กน้อยแล้วแทงหลอดเพื่อฝังยา canula ซึ่งเป็น Sterile set เข้าใต้ผิวหนัง ต่อมาหมุนแกน (obturator) 90 องศา แล้วจับไว้ให้แน่น ค่อยๆ ถอยหลังหลอดสำหรับฝังยาออก เพื่อให้หลอดบรรจุฮอร์โมน ENG อยู่ใต้ผิวหนัง

เวลาที่เหมาะสมสำหรับฝังยาคุมกำเนิด
1) ขณะไม่ตั้งครรภ์ควรฝังยาคุมกำเนิดภายใน 5 วันของรอบเดือน เพื่อจะได้แน่ใจว่าไม่ตั้งครรภ์
2) หลังคลอดบุตร
2.1 อาจฝังยาคุมกำเนิดทันทีหลังคลอด เนื่องจากผลการศึกษา ณ ภาควิชาสูติศาสตร์-นรีเวชวิทยา คณะแพทย์ศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ไม่พบว่าทั้ง Norplant-6 และ Implanon มีผลกระทบต่อการหลั่งของน้ำนมและการเจริญเติบโตของเด็ก
2.2 ฝังยาคุมกำเนิดขณะมาตรวจหลังคลอด 4-6 สัปดาห์
3) หลังแท้งบุตร อาจให้บริการฝังยาคุมกำเนิดทันทีหลังแท้งหรือเมื่อมาตรวจติดตามหลังแท้ง 2-3 สัปดาห์

ข้อแนะนำเกี่ยวกับยาฝังคุมกำเนิด
1) ปิดแผลไว้ 3–5 วันหลังรับบริการ ไม่ควรให้แผลเปียกน้ำ ถอดผ้าพันแผลในวันที่ 3 ทำงานได้ตามปกติแต่ควรหลีกเลี่ยงการทำงานหนักด้วยแขนที่ฝังยาคุมกำเนิดประมาณ 1-7 วัน และควรหลีกเลี่ยงการถูกกระแทกอย่างรุนแรง
2) ครบ 7 วัน ควรกลับมาให้ตรวจซ้ำ เพื่อดูลักษณะการเรียงตัวของหลอดยาและตรวจความผิดปกติอื่นๆ เช่น การอักเสบ การเขียวคล้ำ การหลุด เป็นต้น
3) อาจมีอาการผิดปกติของเลือดระดู เช่น เลือดออกกะปริดกะปรอย ระดูมาไม่สม่ำเสมอ ระดูขาดได้ภายหลังการใช้ยาฝังคุมกำเนิด
4) ถ้ามีอาการผิดปกติ เช่น ระดูขาดและมีอาการของการตั้งครรภ์ แผลมีเลือดหรือน้ำเหลือง หรือหนองซึม บวมแดง หรือเห็นสีขาวโผล่ที่ปากแผล ต้องรีบพบแพทย์ทันที
5) ต้องเปลี่ยนยาฝังคุมกำเนิดตามกำหนดนัด
6) ตรวจติดตาม ตรวจสุขภาพทั่วไป ตรวจเซลล์มะเร็งปากมดลูก และตรวจเต้านมอย่างน้อยปีละครั้ง

อาการข้างเคียง อาการแทรกซ้อน ผลการใช้ติดต่อเป็นเวลานาน
ผู้ที่ฝังยาคุมกำเนิดจะมีอาการข้างเคียงคล้ายยาฉีดคุมกำเนิด จึงสามารถแบ่งออกเป็นอาการผิดปกติ ของเลือดระดู (menstrual side effect) และอาการผิดปกติอื่นๆ (non-mestrual side-effect)
1. อาการผิดปกติของเลือดระดู เป็นอาการที่พบได้บ่อย แบ่งออกเป็น
1.1 อาการเลือดออกกะปริดกะปรอย เลือดออกมากหรือมานาน
1.2 การไม่มีเลือดระดู
2. อาการข้างเคียงอื่นๆ
2.1 อาการผิดปกติบริเวณฝังยาคุมกำเนิด ได้แก่
  • ปวด
  • การอักเสบ
  • บวม ฟกช้ำ
  • การหลุด
  • คลำพบหลอดยาฝังคุมกำเนิด
2.2 อาการผิดปกติอื่นๆ เช่น
  • การเปลี่ยนแปลงทางเมตาบอลิสม
  • ปวดศีรษะ
  • การเปลี่ยนแปลงน้ำหนัก
  • การเปลี่ยนแปลงความดันโลหิต
  • อาการผิดปกติทางผิวหนัง เช่น สิว
  • รังไข่โตขึ้นเนื่องจาก follicle ถูกกระตุ้นเป็นเวลานานโดยไม่มีการตกไข่ ซึ่งอาจโตได้ถึง 5-7 เซนติเมตร พบได้ร้อยละ 20 ของผู้ป่วยใช้ยาฝัง Norplant-6 และจะหายไปหลังหยุดใส่ยาฝัง 1-2 เดือน
  • อาการผิดปกติอื่นๆ ที่พบได้น้อย เช่น การคัดตึงเต้านม แน่น อึดอัดหลัง คลื่นไส้ วิงเวียน
การป้องกันอาการข้างเคียง
1) ให้การปรึกษาอย่างดีก่อนให้บริการ
2) เลือกผู้รับบริการอย่างเหมาะสมและให้เลือกการฝังยาคุมกำเนิดด้วยตนเอง
3) ถ้ามีโอกาสควรให้คำปรึกษาสามีด้วยอาจทำให้ช่วยอธิบาย ให้ความเห็นใจ เวลามีอาการข้างเคียงเกิดขึ้นซึ่งจะเป็นผลดีต่อการยอมรับและอัตราคงใช้
4) ระวังวิธีทำให้ปราศจากเชื้อและการป้องกันการติดเชื้อ/แพร่เชื้อ แบบ universal precaution
5) แนะนำการปฏิบัติตนในการดูแลบริเวณฝังยาหรือถอดยาฝังคุมกำเนิด เช่น ไม่ให้เปียกน้ำ สกปรก เป็นต้น
6) แนะนำว่าการใช้ยาบางชนิด เช่น rifampicin, barbiturates, phenytoin, phenylbutazone, carbamezapine griseofulvin เป็นต้น อาจทำให้ประสิทธิภาพของยาฝังคุมกำเนิดลดลงได้
การเอายาฝังคุมกำเนิดออก
เมื่อมีอาการข้างเคียงและมีความจำเป็นต้องเอาออก ควรให้การปรึกษาอธิบายให้ชัดเจน เพื่อให้เกิดความเข้าใจและไม่ก่อให้เกิดข่าลือต่างๆ
1. วิธีมาตรฐานโดยทั่วไป
1) จัดท่าผู้รับริการและเทคนิคปราศจากเชื้อเช่นเดียวกับตอนใส่
2) คลำตำแหน่งที่หลอดยาฝังคุมกำเนิดมารวมกัน แล้วฉีดยาชาเฉพาะที่ เช่น xylocaine หรือ lidcaine 2% เพื่อใช้จำนวนน้อย ฉีดเข้าใต้บริเวณหลอดยา ทำให้คลำลอดยาได้ง่ายขึ้น
3) ใช้มีดปลายแหลมกรีดแผลยาวแนวขวางประมาณ 2-4 มิลลิเมตร ตรงจุดรวมของยาฝังคุมกำเนิด
4) ดันหลอดยาที่ใกล้ปากแผลที่สุดด้วยนิ้วมือ เมื่อเห็นหลอดยาโป่งนูนขึ้นมาจับด้วย mosquito forceps ใช้ใบมีดปลายแปลมเปิดเนื้อเยื่อที่หุ้มหลอดยาออกจนเห็นหลอดยาสีขาว ระวังอย่าตัดหลอดยาฝังคุมกำเนิด
5) ใช้ crile หรือ mosquito forceps อีกตัวจับปลายหลอดยาที่โผล่ขึ้นมา แล้วดึงหลอดยาออก
6) ถ้าไม่สามารถดันหลอดยามาโผล่ที่ปากแผล ใช้ mosquito forceps สอดเข้าไปในแผล ค่อยๆ แยกพังผืดรอบๆ หลอดยาขณะเดียวกันใช้นิ้วดันปลายหลอดยาอีกด้านหนึ่งเข้ามาหาปากแผล พอเห็นรอยนูน จับด้วย mosquito forceps แล้วเอาออกเช่นเดียวกับอันแรกๆ
7) ฉีดยาชาเฉพาะที่เพิ่มถ้ายาหมดฤทธิ์ เพราะบางรายอาจใช้เวลานาน
8) ถ้าไม่สามารถเอาหลอดยาฝังยาคุมกำเนิดออกได้หมด ควรนัดมาเอาออกอีกภายหลังครั้งแรก 2-4 สัปดาห์ เพราะจะสามารถเอาออกได้ง่ายกว่า โดยแนะนำให้ใช้วิธีคุมกำเนิดที่เหมาะสมในช่วงที่รอ หรือส่งต่อไปพบแพทย์ผู้เชี่ยวชาญตามศูนย์ฝึกอบรมต่างๆ
9) ถ้าผู้รับบริการต้องการใช้ยาฝังคุมกำเนิดต่อภายหลังเอาออกแล้วใส่ชุดใหม่ ในทิศทางตรงกันข้ามกับรอยเดิม
10) ถ้าแผลเปิดกว้างควรเย็บแผล 1 ครั้ง ถ้าแผลมีขนาดเล็กใช้ปลาสเตอร์ยาปิด และให้คำแนะนำในการดูแลรักษาแผลเช่นเดียวกับตอนใส่
11) ถ้าต้องการมีบุตร อธิบายว่าสามารถตั้งครรภ์และมีบุตรได้ตามปกติ
12) ถ้ายังไม่พร้อมจะมีบุตรอีก และไม่ต้องการใช้ยาฝังคุมกำเนิดต่อ แนะนำให้ใช้วิธีคุมกำเนิดที่เหมาะสมต่อไป
2. ใช้วิธีนิ้วดันและดึงออก (Pop-out)
โดยเปิดแผลแนวนอนตรงรอยเดิมที่ใส่ยาว 2-3 มิลลิเมตร แล้วใช้นิ้วดัน แต่ตามประสบการณ์ของผู้เขียนและแพทย์หน่วยงานวางแผนครอบครัว พบว่า ถ้าใช้วิธีนี้วิธีเดียวจะไม่สามารถเอายาฝังคุมกำเนิดออกได้ แต่จะมีประโยชน์ในการใช้เทคนิคนี้ ร่วมกับการใช้วิธีมาตรฐาน จะช่วยลดเวลาการเอาออกได้
3. การเอายาฝังคุมกำเนิดออกยาก
การเอายาฝังคุมกำเนิดออกยาก พบได้ในรายที่ใส่ลึก หรือหลอดยาฝังคุมกำเนิดเคลื่อนที่จากตำแหน่งเดิม สามารถใช้เทคนิคและวิธีการดังต่อไปนี้
3.1 การใช้เข็มแทงตามขวางใต้หลอดยาฝังคุมกำเนิดแล้วยกหลอดยาให้คลำได้ชัดเจนและหาง่ายขึ้น
3.2 เป็นวิธีการเอายาฝังคุมกำเนิดออก โดยผ่าแผลแนวตั้ง ยาวประมาณ 4 มิลลิเมตร กลางบริเวณฝังยาคุมกำเนิด แล้วสามารถเอาออกได้สะดวกขึ้นโดยใช้ modified vasectomy clamp หรือ "U-Method" จากประสบการณ์ของผู้เขียนสามารถใช้ hook หรือ alligator forceps ที่ใช้เอาห่วงอนามัยออกมาใช้เอายาฝังคุมกำเนิดที่อยู่ลึกๆ ออกได้ ใช้เวลาเร็วกว่า และโอกาสที่หลอดยาฝังคุมกำเนิดจะขาดหรือไม่สามารถเอาออกได้จะพบน้อยกว่าวิธีเอาออกแบบมาตรฐาน ข้อเสียของวิธีนี้คือ จะมีแผลใหม่และอาจมีอาการข้างเคียงอื่นๆ เช่น ปวดฟกช้ำ อักเสบ เป็นต้น
3.3 การตรวจหาหลอดยาฝังคุมกำเนิดที่คลำหาไม่พบ
การตรวจหาหลอดยาฝังคุมกำเนิดที่คลำหาไม่พบขณะเอาออก โดยวิธีต่างๆ ดังกล่าวแล้วไม่พบ ควรปฏิบัติดังนี้
1) นัดผู้ต้องการเอายาฝังคุมกำเนิดออกมาพบ และเอาออกหลังการพยายามเอาออกครั้งแรก ประมาณ 2-4 สัปดาห์ เพื่อให้อาการบวมและอาจพิจารณาให้ antibiotics ป้องกันการอักเสบ
2) ตรวจหาหลอดยาฝังคุมกำเนิดที่คลำไม่พบ โดยถ่ายภาพรังสีโดยใช้วิธี soft tissue เทคนิค หรือตรวจโดยใช้คลื่นเสียงความถี่สูง
3) ส่งปรึกษาแพทย์ที่มีประสบการณ์และชำนาญในเรื่องนี้เพื่อให้เป็นผู้เอายาฝังที่เหลือออก
ภาวะการเจริญพันธุ์ภายหลังการใช้ยาฝังคุมกำเนิด
ภายหลังเอายาฝังคุมกำเนิดออกจะพบว่า ฮอร์โมนสังเคราะห์ทั้ง LNG และ ENG จะตรวจไม่พบในกระแสเลือดอย่างรวดเร็ว ทำให้การกลับสู่ภาวะการเจริญพันธุ์ จะเป็นไปตามปกติ

edit @ 1 Dec 2008 23:15:07 by Piglet

ห่วงอนามัย

posted on 01 Dec 2008 01:58 by siripa  in com

ห่วงอนามัย(Intrauterine contraceptive devices : IUDs)

          

       ห่วงอนามัยคืออุปกรณ์ป้องกันการตั้งครรภ์ ที่สอดผ่านช่องคลอดเข้าไปอยู่ในโพรงมดลูก  ห่วงอนามัยที่นิยมใช้มี 2 ชนิด คือแกนรูปตัว T และแกนรูปสมอเรือ ห่วงอนามัยทุกชนิดมีสายไนล่อนเล็กผูกไว้ที่ปลายล่างเพื่อความสะดวกในการตรวจห่วงอนามัยด้วยตนเอง  ห่วงอนามัยจะไม่เหมาะสำหรับผู้ยังไม่เคยมีบุตรแต่เหมาะสำหรับผู้มีบุตรแล้ว  และต้องการคุมกำเนิดเป็นเวลานานกว่าสองปีติดต่อกัน การใส่ห่วงอนามัยจะเหมาะที่สุด และหายห่วงเรื่องการตั้งครรภ์ในขณะนั้น  แต่เมื่อถอดห่วงอนามัยแล้วก็สามารถตั้งครรภ์ได้ทันที   

    ระยะเวลาที่เหมาะสมในการใส่ห่วงอนามัย

         ห่วงอนามัยแต่ละชนิดมีอายุใช้งานแตกต่างกันออกไป โดยเฉลี่ยก็คือสามารถป้องกันการตั้งครรภ์ได้นานระหว่าง 3-8 ปี การใส่ห่วงอนามัยต้องให้แพทย์ หรือเจ้าหน้าที่สาธารณสุขเป็นผู้ใส่ให้  การใส่ไม่มีข้อยุ่งยากใด ๆ ใช้เวลาในการใส่เพียง 5 นาทีเท่านั้น  เวลาที่เหมาะสมในการใส่คือขณะที่กำลังมีประจำเดือน หรือเมื่อประจำเดือนหมดใหม่ ๆ

       ก่อนใส่ห่วงอนามัย ต้องไปพบเจ้าหน้าที่สาธารณสุขเพื่อตรวจร่างกายให้แน่ใจก่อนว่าคุณมีสุขภาพที่เหมาะสมที่จะใส่ห่วงอนามัยและเมื่อใส่ห่วงอนามัยแล้วแพทย์จะแนะนำวิธีการตรวจห่วงอนามัยให้ จนคุณสามารถตรวจห่วงอนามัยที่อยู่ในโพรงมดลูกด้วยตนเองว่าห่วงอนามัยยังอยู่หรือไม่ โดยไม่ต้องไปพบแพทย์หรือเจ้าหน้าที่สาธาณสุขบ่อย ๆ  

             
 ผลดีของการใส่ห่วงอนามัย
•  มีประสิทธิภาพในการคุมกำเนิดสูง
•  ใส่แล้วมีผลป้องกันการตั้งครรภ์ได้ทันที
•  สามารถตั้งครรภ์ได้อีกเมื่อต้องการ โดยถอดห่วงอนามัยออก

          หลังจากใส่ห่วงอนามัยแล้วคุณจะมีอาการเป็นปกติทุกอย่าง สามารถประกอบกิจวัตรประจำวันทำการงานได้ตามปกติรวมทั้งไม่รบกวนต่อการร่วมเพศ  ผลดีของการใส่ห่วงอนามัยมีหลายประการอาทิเช่น :

  ช่วยป้องกันการตั้งครรภ์ได้ผลสูงถึง 97%
  ใส่ครั้งเดียวคุมกำเนิดได้นาน 3-8 ปี
  ไม่ทำให้การร่วมเพศเปลี่ยนไปจากเดิม
  มีลูกได้อีกเมื่อต้องการโดยถอดห่วงออก
  สามารถกำหนดระยะเวลาการตั้งครรภ์ได้แน่นอนกว่า
 

ไม่ทำให้เกิดโรคแทรกซ้อนใด ๆ

   อาการข้างเคียงของห่วงอนามัย
•  อาจมีเลือดออกกะปริบกระปรอย หรือมากกว่าปกติในช่วงแรก
•  ปวดท้องน้อยคล้ายมีประจำเดือน
•  มีการติดเชื้อในอัวยวะสืบพันธุ์ได้ง่าย
•  มีตกขาว

ข้อควรระวัง

      ไปให้แพทย์ตรวจตามกำหนดทุกครั้ง
  ต้องไปพบแพทย์หรือเจ้าหน้าที่สาธารณสุข เมื่อตรวจห่วงอนามัยที่หมดอายุแล้วและใส่อันใหม่แทน
  ต้องไปพบแพทย์หรือเจ้าหน้าที่สาธารณสุข  เพื่อถอดห่วงอนามัยที่หมดอายุแล้วและใส่อันใหม่แทน
  เมื่อต้องการเลิกคุมกำเนิดต้องไปพบแพทย์หรือเจ้าหน้าที่สาธารณสุขเพื่อถอดห่วงอนามัยให้

เมื่อมีปัญหา หรือมีอาการผิดปกติหลังใส่ห่วงอนามัย ควรไปพบแพทย์หรือเจ้าหน้าที่สาธารณสุข

ถุงยางอนามัย

posted on 01 Dec 2008 01:07 by siripa  in com

 ถุงยางอนามัย(Condom)

 

         ถุงยางอนามัย เป็นถุงยางสำหรับใส่คลุมอวัยวะเพศขณะร่วมเพศ เพื่อป้องกันการหลั่งน้ำอสุจิเข้าไปในช่องคลอด รวมทั้งเชื้อโรคต่าง ที่ติดต่อทางเพศสัมพันธ์ (sexually transmittle infection)

ชนิดของถุงยางอนามัย

1. ถุงยางอนามัยบุรษ (Male condom)2. ถุงยางอนามัยสตรี (Female condom)

 ถุงยางอนามัยบุรษ (Male condom)

วิธีเลือกถุงยางอนามัยบุรุษ1. สารหล่อลื่น ถุงยางอนามัยชนิดที่มีสารหล่อลื่นอยู่ด้วย จะไม่แตกง่ายเหมือนกับชนิดที่ไม่มีสารหล่อลื่น และทำให้ไม่รู้สึกเจ็บขณะมีเพศสัมพันธ์ สารหล่อลื่นที่ใช้กับถุงยางอนามัยจะมีส่วนประกอบที่เป็นน้ำ (water base) หรือซิลิโคน (silicone base)

2. สารฆ่าเชื้ออสุจิ ถุงยางอนามัยบางชนิดเคลือบด้วยสารฆ่าเชื้ออสุจิในกรณีถุงยางแตกหรือรั่ว สารที่นิยมใช้กันมากที่สุดคือ Nonoxynol – 9 สารนี้จะฆ่าตัวอสุจิโดยการทำให้เยื่อหุ้มเซลล์ของตัวอสุจิชำรุดเกิดการรั่วไหลของส่วนประกอบภายในเซลล์ ทำให้เซลล์ตาย อีกทั้งยังสามารถฆ่าเชื้อเอดส์ได้อีกด้วย อย่างไรก็ดีบางรายพบว่าถุงยางอนามัยที่มีสาร Nonoxynol – 9 ทำให้เกิดอาการระคายเคืองต่อเนื้อเยื่อบุผิวของอวัยวะเพศได้

3. รูปร่างของส่วนปลาย ถุงยางอนามัยแบบที่มีส่วนปลายเป็นกระเปาะยื่นออกมาเล็กน้อยบริเวณนี้จะเป็นบริเวณที่รองรับน้ำอสุจิไว้หลังจากสิ้นสุดการมีเพศสัมพันธ์ ส่วนถุงยางอนามัยชนิดปลายเรียบมน เวลาใช้สามารถทำให้เกิดเป็นกระเปาะ (reservoir) ได้โดยเหลือส่วนปลายไว้ครึ่งนิ้วเมื่อสวมถุงยางอนามัย4. สี กลิ่นและรสของถุงยางอนามัย ถุงยางอนามัยบางชนิดชโลมสารหล่อลื่นที่มีกลิ่นและรสต่าง ๆ ดังนั้น จึงสามารถเลือกชนิดที่ชอบได้ ถุงยางบางชนิดใส่น้ำหอมไว้ด้วย ซึ่งคนใช้ที่แพ้น้ำหอมควรระมัดระวัง ถุงยางอนามัยมาตรฐานโดยทั่ว ๆ ไป สีมักไม่ตก

5. เลือกใช้ถุงยางอนามัยที่ดี และมีคุณภาพ โดยดุวันผลิตที่พิมพ์อยู่ข้างซอง อายุของถุงยางอนามัยและการเก็บรักษา จะมีอายุประมาณ 5 ปี และจะเริ่มต้นเสื่อมสภาพไปอย่างช้า ๆ หลังจากผลิต 2 ปีครึ่ง สิ่งที่ทำให้ถุงยางอนามัยเสื่อมสภาพเร็วกว่าปกติคือ ความร้อน แสงสว่าง และการดึงรั้งดังนั้นอย่าวางถุงยางอนามัยให้ถูกแสงแดด และอย่าเก็บถุงยางอนามัยไว้ในกระเป๋าสตางค์หรือกระเป๋ากางเกงด้านหลัง เพราะหากมีการกดทับ อาจทำให้ถุงยางอนามัยฉีกขาดได้

 

วิธีใช้ถุงยางอนามัยบุรุษ

1. ฉีกมุมซอง ดึงถุงยางออกอย่างระมัดระวัง เพราะถุงยางอาจขาดได้จากการฉีกซอง หรือถูกเล็บมือขณะฉีก อย่าทดสอบถุงยางก่อนใช้โดยการเป่าลมเข้าไปดู หรือดึงดู และสวมถุงยางเมื่ออวัยวะเพศแข็งตัวเต็มที่2. จับถุงยางให้วงแหวนรอยม้วนอยู่ด้านนอกของถุงยาง คลี่ถุงยางออกมาประมาณ 1 – 2เซนติเมตร3. ใช้นิ้วหัวแม่มือและนิ้วชี้บีบปลายกระเปาะ เพื่อไล่อากาศและเว้นที่ไว้สำหรับเก็บน้ำอสุจิและลดการแตกของถุงยาง4. ใช้มืออีกข้างหนึ่งรูดถุงยางอนามัยจนคลุมองคชาต5. ถุงยางอนามัยที่ไม่มีสารหล่อลื่น ควรใส่สารหล่อลื่นที่มีส่วนผสมเป็นน้ำ เช่น K – Yjelly บริเวณส่วนปลายของถุงยางอนามัยเล็กน้อย เพื่อทำให้มีความรู้สึกที่ดีขึ้น ขณะใช้โดยไม่ทำให้ถุงยางลื่นหลุดออกได้ง่ายขณะสวมถุงยางอนามัย ห้ามใช้สารหล่อลื่นที่ทำมาจากน้ำมันโดยเด็ดขาดผลิตภัณฑ์ที่ทำมาจากน้ำมัน เช่น วาสลิน น้ำยานวดตัว โลชั่นทาผิว น้ำมันพืช เพราะจะทำให้ทำลายคุณภาพของถุงยางขณะใช้6. หลังมีเพศสัมพันธ์เสร็จ ควรถอดถุงยางทันทีก่อนที่องคชาตจะอ่อนตัว โดยการจับที่ขอบถุงยางให้ชิดโคนองคชาต หรือใช้กระดาษชำระหุ้มรอบโคนแล้วถอดออก ระวังอย่าให้น้ำอสุจิไหลเปรอะเปื้อนช่องคลอด ถ้าพบว่าถุงยางรั่ว จะต้องใช้ครีมหรือเยลลี่ฆ่าตัวอสุจิใส่ในช่องคลอดทันทีหรือใช้ postcoital contraception ร่วมด้วย

7. ถุงยางอนามัยที่ใช้แล้ว ควรทิ้งในถุงขยะหรือนำไปเผา ไม่ควรทิ้งลงในโถส้วม เพราะถุงยางไม่สลายตัว

ข้อดีของถุงยางอนามัยบุรุษ1. ถุงยางอนามัยบุรุษนอกจากใช้คุมกำเนิดแล้ว ยังใช้ป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์โดยเฉพาะโรคเอดส์ได้ไปพร้อมกัน2. ใช้ได้เองโดยไม่ต้องปรึกษาแพทย์3. พกสะดวก น้ำหนักเบา หาได้ง่าย ใช้เสร็จแล้วทิ้งได้เลย4. ปลอดภัย ไม่เกิดอาการแทรกซ้อนต่อระบบอวัยวะต่าง ๆ ของผู้ใช้5. เห็นผลและมั่นใจในประสิทธิภาพของการป้องกันได้ทันที6. เป็นอุปกรณ์ที่กำหนดมาตรฐานไว้ให้มีประสิทธิภาพสูง ถ้าปฏิบัติถูกวิธีจะได้ผลดีมาก7. เป็นอุปกรณ์ที่ฝ่ายชายเป็นผู้มีบทบาทในการคุมกำเนิด8. ช่วยยืดระยะเวลาหลั่งน้ำอสุจิของฝ่ายชายออกไปได้

9. ไม่มีผลต่อการเจริญพันธุ์เมื่อเลิกใช้ แต่กลับมีผลดีต่อฝ่ายหญิงที่มีภูมิต้านทานต่อต้านตัวอสุจิ

ข้อเสียของถุงยางอนามัยบุรุษ1. เกิดความล้มเหลวในการใช้ถุงยางอนามัยได้สูง หากผู้ใช้ใช้ไม่ถูกต้อง ขาดความตั้งใจและใช้ไม่สม่ำเสมอ2. ถ้าใช้เป็นเวลานาน อาจทำให้ฝ่ายหญิงรู้สึกระคายเคืองหรือเจ็บช่องคลอดได้3. มีอาการข้างเคียง เช่น อาจมีอาการระคายเคืองเฉพาะที่ ซึ่งช่วยได้ดว้ ยการเลือกชนิดถุงยางอนามัยที่มีสารหล่อลื่น หรือใช้ K – Y jelly สำหรับหล่อลื่น ในบางรายอาจมีอาการแพ้ถุงยางอนามัย (allergic reaction) ได้ทั้งฝ่ายหญิงหรือชาย แต่พบน้อยมาก

4. เป็นภาระในการหาที่ทิ้งถุงยางอนามัยที่ใช้แล้วให้เหมาะสม

ถุงยางอนามัยสตรี(Female condom)

 

ขั้นตอนการใส่ถุงยางอนามัยสตรีและการถอดออก

1. ล้างมือให้สะอาด2. ผู้ใช้อยู่ในท่านอนหงายชันเข่าหรือท่านั่งยอง ๆ3. เมื่อแกะถุงยางอนามัยสตรีออกจากซองให้ตรวจดูว่าวงแหวนภายในอยู่ในก้นถุง4. ใช้มือข้างที่ถนัดจับขอบในของถุงยาง จากภายนอกของถุงยาง ซึ่งอยู่บริเวณก้นถุงด้วยนิ้วหัวแม่มือกับนิ้วกลาง บีบเข้าหากันเป็นรูปวงรีแคบ ขณะเดียวกันให้วางนิ้วชี้ทาบไปบนวงแหวนระหว่างนิ้วหัวแม่มือกับนิ้วกลาง เพื่อช่วยให้การสอดเข้าช่องคลอด โดยที่ปล่อยปลายเปิดซึ่งติดกับวงแหวนภายนอกให้ห้อยลง5. ใช้มืออีกข้างหนึ่งแยกปากช่องคลอดให้เปิดออก จากนั้นสอดขอบในของถุงยางเข้าสู่ช่องคลอด6. ใช้นิ้วชี้ของมือข้างที่ถนัด สอดผ่านปลายเปิดขอบนอกถุงยางดันขอบในให้ตรงเข้าไปในช่องคลอดให้ลึกที่สุดเท่าที่จะทำได้7. เมื่อสอดใส่เสร็จขอบนอกจะอยู่ภายนอกช่องคลอด และจะห่างจากปากช่องคลอดประมาณ 1 นิ้ว เมื่อมีการร่วมเพศช่องคลอดจะยืดขยายตัว ทำให้ส่วนของถุงที่ยื่นออกมาหดสั้นลงจนขอบนอกชิดกับปากช่องคลอดได้8. ในขณะสอดอวัยวะเพศชายเข้าช่องคลอด ฝ่ายหญิงอาจช่วยโดยใช้มือจับขอบนอกให้ชิดกับปากช่องคลอด เพื่อป้องกันการสอดเข้าด้านข้างของถุงยางอนามัยสตรี9. หลังการร่วมเพศให้เอาถุงยางอนามัยสตรีออกจากช่องคลอดก่อนลุกนั่งหรือยืน โดยการบีบและหมุนขอบนอก เพื่อไม่ให้น้ำอสุจิไหลออกทางปลายเปิด จากนั้นดึงออกจากช่องคลอดอย่างนุ่มนวล ตรวจดูสภาพของถุงยางอนามัยสตรีว่าไม่มีรอยชำรุด แล้วจึงทิ้งถังขยะให้มิดชิด ห้ามนำกลับมาใช้ใหม่

10. ถ้ามีการร่วมเพศซ้ำ ต้องใช้ถุงยางอนามัยอันใหม่

ข้อดีของถุงยางอนามัยสตรี

 1. สามารถซื้อได้ด้วยตนเองโดยไม่ต้องปรึกษาแพทย์2. ไม่ต้องใช้ร่วมกับยาฆ่าตัวอสุจิ3. สามารถใช้ได้ขณะมีระดู4. ไม่สัมผัสกับน้ำอสุจิ5. มีความทนทานกว่าถุงยางอนามัยบุรุษ จึงทำให้ไม่ฉีกขาดง่ายขณะร่วมเพศ6. ให้ความรู้สึกสัมผัสขณะมีเพศสัมพันธ์ดีกว่าถุงยางอนามัยบุรุษ7. หลังการร่วมเพศแล้ว ฝ่ายชายไม่จำเป็นต้องรีบถอนอวัยวะเพศออก เพื่อถอดถุงยางอนามัยทันที

8. ขนาดความกว้างของถุงยางอนามัยสตรี เพียงขนาดเดียวใช้ได้กับทุกคน จึงไม่จำเป็นต้องผลิตหลาย ๆ ขนาด

ข้อเสียของถุงยางอนามัยสตรี1. การสอดใส่ถุงยางอนามัยเข้าไปในช่องคลอดเป็นเรื่องที่ผู้หญิงบางคนยอมรับไม่ได้โดยเฉพาะผู้ที่มีอายุน้อย2. รูปลักษณะของอุปกรณ์เมื่ออยู่ในตำแหน่งที่จะใช้งาน อาจดูน่าเกลียด สำหรับผู้ใช้บางราย และอาจทำให้เสียความรู้สึก3. อวัยวะเพศชาย อาจสอดเข้าผิดตำแหน่งโดยเจตนาหรือไม่เจตนา4. หาที่ทิ้งยาก เนื่องจากมีขนาดค่อนข้างใหญ่5. ไม่สลายตัวตามธรรมชาติ6. ผู้ใช้บางราย อาจมีอาการเจ็บขณะมีเพศสัมพันธ์7. มีราคาแพงกว่าถุงยางอนามัยบุรุษ