การทำหมันหญิง

posted on 30 Nov 2008 22:20 by siripa in com

การทำหมันหญิง(Female sterilization)

         เป็นวิธีการคุมกำเนิดที่มีประสิทธิภาพสูง ปลอดภัยและประหยัด การทำหมันหญิงเป็นการทำให้หลอดมดลูก (fallopian tube) อุดตันทั้งสองข้าง เพื่อป้องกันการปฏิสนธิของไข่กับตัวอสุจิ ส่วนมากการทำหมันหญิง มักจะทำหลังคลอด ซึ่งจะง่ายและสะดวกกว่าการทำหมันหญิงในช่วงเวลาที่ไม่ตั้งครรภ์ หรือที่เรียกกันว่า “การทำหมันแห้ง” การทำหมันหญิงหลังคลอดจะทำได้ง่าย เนื่องจากมดลูกอยู่ที่ระดับสะดือ ทำให้สะดวกในการหาท่อนำไข่ และการทำหมันหลังคลอดก็ไม่ทำให้ระยะเวลาในการอยู่โรงพยาบาลยาวนานขึ้น และไม่มีผลต่อน้ำนมมารดาส่วนการทำหมันแห้ง จะมีกระบวนการผ่าตัดที่ยุ่งยากลำบากกว่าทำหมันหลังคลอด เนื่องจากมดลูกมีขนาดเล็กกว่ามดลูกหลังคลอด การหาท่อนำไข่จะยากกว่าการผ่าตัดทำหมันหลังคลอดเช่นกัน

ข้อดีของการทำหมันหญิง1. เป็นวิธีคุมกำเนิดแบบถาวรที่มีประสิทธิภาพสูง2. ไม่มีผลต่อการมีเพศสัมพันธ์ อาจเพิ่มความสุขทางเพศ เพราะปราศจากความกังวลที่จะมีการตั้งครรภ์เกิดขึ้น3. ไม่มีภาวะแทรกซ้อนหรือผลเสียต่อสุขภาพในระยะยาว

4. ไม่มีผลต่อการให้นมบุตร

5. มีความสะดวก ไม่ต้องมารับบริการที่คลินิกวางแผนครอบครัวบ่อย ๆ เพื่อรับยาหรืออุปกรณ์คุมกำเนิดและไม่มีการลืมใช้

ข้อเสียของการทำหมันหญิง1. ต้องอาศัยการผ่าตัดในห้องผ่าตัด โดยบุคลากรที่ได้รับการฝึกฝนมา จำเป็นต้องใช้อุปกรณ์และเครื่องมือที่เหมาะสม2. อาจเกิดภาวะแทรกซ้อนจากการผ่าตัด และการให้ยาระงับความเจ็บปวดหรือยาสลบ3. มีโอกาสเกิดการตั้งครรภ์นอกมดลูกสูง หากเกิดความล้มเหลวของวิธีการทำหมัน4. เมื่อเทียบกับการทำหมันชาย จะเสียค่าใช้จ่ายสูงกว่า5. เป็นการคุมกำเนิดแบบถาวร การผ่าตัดต่อหมันทำได้ยาก เสียค่าใช้จ่ายสูงและมิใช่ทุกรายจะประสบผลสำเร็จ

6. ไม่สามารถป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์รวมทั้งเชื้อ HIV ได้

ข้อห้ามและข้อควรระวังในการทำหมันหญิง1. ผู้ขอรับบริการเป็นโรคหรือมีภาวะเสี่ยงอันตรายจากการผ่าตัด ได้แก่

1.1 โรคทางสูติศาสตร์ – นรีเวชวิทยา เช่น การตกเลือดหรือติดเชื้อหลังคลอด การอักเสบในอุ้งเชิงกราน เยื่อบุโพรงมดลูกอยู่ผิดที่ เนื้องอกหรือมะเร็งอวัยวะสืบพันธุ์ เป็นต้น

1.2 โรคทางอายุรกรรม เช่น โรคหัวใจและหลอดเลือด โรคปอด โรคตับ โรคไต เลือดจาง มีการติดเชื้อที่ผิวหนังบริเวณที่จะผ่าตัด เป็นต้น

2. ปัญหาของผู้รับบริการ เช่น อายุน้อย มีบุตรเพศเดียวหรือมีจำนวนบุตรน้อย มีปัญหาในชีวิตสมรส ตัดสินใจทำหมันในสภาวะที่มีแรงกดดัน มีปัญหาทางศาสนา วัฒนธรรม เป็นต้น

วิธีการผ่าตัดทำหมันหญิง1. การทำหมันหลังคลอดและหลังแท้ง (Postpartum and postabortion female sterilization) โดยทั่วไปจะทำภายใน 48 ชั่งโมงหลังคลอด เนื่องจากมีความสะดวก ผ่าตัดง่ายและไม่เสียเวลาอยู่โรงพยาบาลนานกว่าการคลอดตามปกติ หากจำเป็นอาจทำหลังจากนี้ได้ แต่ไม่ควรเกิน 7 วันหลังคลอด สำหรับการทำหมันหลังแท้งนั้น สามารถทำได้ทันทีหลังการแท้งที่ไมมี่ภาวะแทรกซ้อน วิธีการผ่าตัดทางหน้าท้อง (abdominal approach) เป็นวิธีที่นิยมทำกันมากที่สุดโดยนิยมเปิดหน้าท้องเป็นแผลขนาดเล็ก (minilaparotomy) บริเวณใต้สะดือ (subumbilical)หรือเหนือหัวเหน่า (suprapubic) ขึ้นอยู่กับระยะเวลาที่ทำหมัน และทำการผูกและตัดหลอดมดลูก โดยไหมชนิดต่าง ๆ และตัดหลอดมดลูกให้แยกจากกัน บางกรณีอาจตัดส่วนหนึ่งของหลอดมดลูกออกมาด้วย (tubal resection)

2. การทำหมันหญิงในช่วงเวลาที่ไม่ตั้งครรภ์ (การทำหมันแห้ง) เทคนิคที่ใช้ส่วนใหญ่เรียกว่า modified minilaparotomy – technique คือ จะทำการผ่าตัดบริเวณเหนือบริเวณกระดูกหัวเหน่าและต้องใช้เครื่องมือยกมดลูก เพื่อจะสามารถมองเห็นหลอดมดลูกได้ชัดเจน หลังจากนั้นจึงผูกและตัดหลอดมดลูก

3. การทำหมันหญิงโดยใช้กล้อง laparoscope (Laparoscopic tubal sterilization) การทำหมันหญิงโดยใช้กล้อง laparoscope เป็นวิธีที่มีความสะดวก รวดเร็วแต่ต้องมีทักษะในการผ่าตัดเพื่อหลีกเลี่ยงภาวะแทรกซ้อน อีกทั้งเครื่องมือมีราคาแพง การทำหมันหญิงโดยใช้กล้อง laparoscapeสอดเข้าไปในช่องท้อง แล้วใช้เครื่องมือที่จะสอดผ่านกล้อง laparoscope เข้าไปผ่าตัดทำหมันโดยการทำให้หลอดมดลูกอุดตัน วิธีการที่จะทำให้หลอดมดลูกอุดตันได้แก่3.1 การจี้ด้วยไฟฟ้า (electrocoagulation) การจี้ด้วยไฟฟ้านี้จะมีประสิทธิภาพสูง แต่อาจมีอันตรายจากการจี้ไปถูกอวัยวะใกล้เคียง เช่น ลำไส้และกระเพาะปัสสาวะ เป็นต้น ทำให้เกิดการไหม้หรือทะลุได้3.2 การใช้อุปกรณ์รัดหลอดมดลูก (mechanical method) ได้แก่ คลิป (clips) หรือห่วงรัด(ring) จะสามาร