ยาเม็ดคุมกำเนิด

posted on 01 Dec 2008 23:20 by siripa in com

ยาเม็ดคุมกำเนิด(Combined Oral Contraceptive Pill: COCP หรือ "the Pill")

          เป็นฮอร์โมนสังเคราะห์ที่ฝ่ายหญิงใช้กินเพื่อป้องกันการตั้งครรภ์ เป็นฮอร์โมนที่ทำเลียนแบบฮอร์โมนที่อยู่ในร่างของผู้หญิง คือ เอสโตรเจน และโปรเจสเตอโรน บางชนิดจะมีฮอร์โมนเพียงอย่างเดียว แต่ส่วนใหญ่จะมีทั้ง 2 อย่าง เรียกว่า ชนิดฮอร์โมนรวม ซึ่งนิยมใช้มากกว่า ส่วนใหญ่จะมีฮอร์โมนทั้ง 2 ชนิดเท่ากันทุกเม็ดในหนึ่งชุด (21-22 เม็ด) กินทุกวันติดต่อกัน แล้วหยุด 6 หรือ 7 วัน มีจำหน่ายในบ้านเรามากกว่า 10 ยี่ห้อ บางชนิดจะเพิ่มยาบำรุงหรือแป้งอีก 7 เม็ด เพื่อให้กินทุกวันโดยไม่ต้องหยุด บางชนิดมีขนาดฮอร์โมนทั้ง 2 ชนิดไม่เท่ากัน โดยทำเป็นสีแตกต่างกัน เป็น 2 หรือ 3 ระยะในหนึ่งชุด เช่น ถ้าเป็น 2 ระยะทำเป็น 2 สี คือ 7 เม็ด และ 15 เม็ด รวมเป็น 22 เม็ด ถ้าเป็น 3 ระยะจะทำเป็น 3 สี คือ 6 เม็ด 5 เม็ด และ 10 เม็ด รวมเป็น 21 เม็ด ทั้งนี้โดยมุ่งหวังที่จะให้มีขนาดของฮอร์โมนน้อยที่สุด ใกล้เคียงกับการหลั่งฮอร์โมนตามธรรมชาติ โดยยังมีผลในการคุมกำเนิดได้ดี และมีอาการข้างเคียงน้อย



กลไกการป้องกันการตั้งครรภ์

1.ระงับการตกไข่

2.ทำให้มูกที่ปากมดลูกเหนียว ตัวอสุจิผ่านเข้าสู่โพรงมดลูกได้น้อย

3.เยื่อบุโพรงมดลูกเจริญเติบโตไม่เต็มที่ ทำให้ไม่เหมาะในการฝังตัวของไข่ที่ถูกผสมแล้ว (ถ้าบังเอิญมีการตกไข่)

 

      ยาเม็ดคุมกำเนิดชนิดฮอร์โมนรวม

         ยาแต่ละเม็ดมีฮอร์โมนเอสโตเจน และโปรเจสโคเจนเป็นส่วนประกอบ มีทั้งชนิด 21,22 และ 28 เม็ดตัวยา 7 เม็ดที่เพิ่มขึ้นจะเป็นเม็ดแป้งไม่มีฮอร์โมน
ยาเม็ดคุมกำเนิดในกลุ่มนี้ยังแบ่งออกเป็น 2 ชนิด

    1. ยาเม็ดคุมกำเนิดที่มีฮอร์โมนระดับเดียว

        ยาเม็ดทุกเม็ดมีปริมาณตัวยาฮอร์โมนรวมเท่ากัน ปัจจุบันนิยมใช้ชนิดที่มีเอสโตเจนต่ำๆคือ 20-30 ไมโครกรัม ส่วนโปรเจสโตเจนที่ใช้มีหลายชนิดและยังคงมีการพัฒนาเพื่อหาฮอร์โมนชนิดใหม่ๆที่มีประสิทธิภาพสูง และผลข้างเคียงต่ำยาคุมชนิดนี้ไม่ควรใช้ในคนที่ให้นมบุตรเพราะจะทำให้น้ำนมน้อย

2. ยาเม็ดคุมกำเนิดที่มีฮอร์โมนหลายระดับ

       ยาแต่ละเม็ดจะมีฮอร์โมนไม่เท่ากัน ปริมาณยามีหลายระดับเลียนแบบการหลังฮอร์โมนตามธรรมชาติซึ่งทำให้ผลข้างเคียงของยาลดลง

ยาเม็ดคุมกำเนิดทีมีเฉพาะโปรเจสโตเจน

          เป็นยาคุมกำเนิดที่มีแต่ progestin อย่างเดียวจึงลดผลข้างเคียงของยา ยานี้อาจจะเรียก mini-pill กลไกการออกฤทธิ์ของยาคือจะทำให้เมือกที่ปากมดลูกเหนียวเชื้อ sperm ผ่านไปยาก และทำให้เยื่อบุมดลูกไม่เหมาะในการฝังตัว เป็นยาที่มีฮอร์โมนในขนาดน้อยจัดทำเป็นแผง 28 เม็ดยาทุกเม็ดมีตัวยาเหมือนกัน การกินยาให้เริ่มกินวันแรกของรอบเดือนและกินยาต่อเนื่องทุกวันโดยไม่ต้องหยุดยา เมื่อหมดแผงให้เริ่มแผงใหม่ทันที 

ข้อดีของยาชนิดนี้

  •  
    • ยานี้มีประโยชน์ ในผู้ที่ไม่สามารถทนอาการข้างเคียงของฮอร์โมนเอสโตรเจนได้ เช่นคลื่นไส้อาเจียน แต่ว่าประสิทธิภาพในการคุมกำเนิดจะต่ำ
      กว่ายาเม็ดคุมกำเนิดชนิดรวม
    • สามารถใช้ในผู้ป่วยที่มีอายุมากกว่า 35 ปี
    • ใช้ในคนให้นมบุตรได้เนื่องจากไม่ได้ลดน้ำนม
    • มีความปลอดภัยมากกว่าชนิดฮอร์โมนรวมเมื่อใช้ในภาวะที่มีความดันโลหิตสูง ความดันโลหิตสูง สูบบุหรี่ หรือคนอ้วน

ข้อด้อยของยาคุมชนิดนี้

  •  
    • อาจจะมีเลือดออกกะปริดกะปอยในช่วงแรกของการใช้ยา อาจจะเปลี่ยนวิธีการคุมกำเนิดเป็นวิธีอื่น
    • น้ำหนักเพิ่ม คัดเต้านม
    • ยานี้ต้องรับประทานครบเดือนก่อนจะป้องกันการตั้งครรภ์ได้ดังนั้นในเดือนแรกต้องใช้วิธีการคุมกำเนิดอย่างอื่นร่วมด้วย
    • ยาคุมนี้ต้องรับประทานให้ตรงเวลา หากคลาดเคลื่อนไป 3 ชั่วโมงควรใช้การคุมกำเนิดอย่างอื่นเช่นถุงยางอนามัย รอจนรอบหน้า
    • หากลืมรับประทานยาแม้เพียงวันเดียวก็ควรใช้การคุมกำเนิดวิธีอื่น

ยาเม็ดคุมกำเนิดชนิดใช้หลังร่วมเพศ

       ยาชนิดนี้นิยมใช้ในกลุ่มวัยรุ่นและผู้ที่มีเพศสัมพันธ์โดยไม่ได้ป้องกันล่วงหน้า โดยที่ผู้ใช้ไม่ทราบผลข้างเคียงของยา ยากลุ่มนี้มีทั้งแบบฮอร์โมนชนิดเดียวและชนิดฮอร์โมนรวม โดยแต่ละชนิดจะมีวิธีกินต่างกัน ส่วนมากนิยมใช้ชนิดที่กินหลังมีเพศสัมพันธ์ทันที เพราะใช้ง่าย แต่เนื่องจากยามีฮอร์โมนขนาดสูงมากจึงเกิดอาการข้างเคียงสูงกว่ายาเม็ดคุมกำเนิดชนิดอื่น ผู้ใช้จะมีอาการคลื่นไส้อาเจียนอย่างมาก มีเลือดออกผิดปกติ ผลของการป้องกันตั้งครรภ์ยังต่ำกว่าการใช้ยาคุมกำเนิดชนิดรวม ถ้าผิดพลาดอาจจะเกิดการตั้งครรภ์ได้เหมาะสำหรับผู้ที่มีเพศสัมพันธ์ไม่บ่อย หรือใช้ในกรณีที่ถูกข่มขืน

ผู้ที่ห้ามใช้ยาคุมกำเนิด

        ผลของฮอร์โมนจะออกฤทธิ์ตามอวัยวะต่างๆหลายแห่ง ซึ่งอาจจะก่อให้เกิดปัญหาสุขภาพต่อผุ้ใช้บางกลุ่มที่มีโรคประจำตัวภาวะที่ห้ามใช้และควรหลีกเลี่ยงได้แก่

  •  
    • มะเร็งของอวัยวะภายในของผู้หญิง และมะเร็งเต้านม
    • โรคตับเฉียบพลันหรือตับทำงานผิดปกติ
    • โรคของถุงน้ำดี
    • มีเลือดออกโพรงมดลูก
    • เคยหรือเป็นโรคหัวใจและหลอดเลือด
    • ความดันโลหิตสูง
    • สงสัยว่าจะตั้งครรภ์ ตั้งครรภ์
    • โรคลมชัก
    • โรคเบาหวาน
    • อายุมากกว่า 40 ปี หรือมากกว่า 35 ปีที่อ้วน มีไขมันในเลือดสูง หรือสูบบุหรี่จัด ถ้าหากท่านมีหลายปัจจัยเสี่ยงและรับประทานยาคุมกำเนิดโอกาส
      ที่จะเกิดโรคแทรกซ้อนก็จะมีสูงขึ้น
    • มีระดูน้อย หรือขาดระดู
    • ปวดศีรษะบ่อย หรือเป็นไมเกรน

อาการข้างเคียงของยาเม็ดคุมกำเนิด

         ผลข้างเคียงที่พบได้คือ น้ำหนักตัวเพิ่ม สิว ฝ้า ผมร่วง ปวดศีรษะ อาการเหล่านี้จะเป็นในระยะเริ่มแรก ส่วนใหญ่หายได้เอง

  •  
    • อาการคลื่นไส้อาเจียน มักพบช่วงแรกของการใช้ยา แก้ไขโดยให้กินยาคุมหลังอาหารเย็นหรือก่อนนอน แต่ถ้ามีอาการมากหรือเป้นอยู่นาน
      ควรปรึกษาแพทย์ แต่ถ้าใช้ระยะแรกไม่เกิดแล้วมาเกิดภายหลังอาจจะเกิดจากการตั้งครรภ์หรือโรคอื่น ควรพบแพทย์เพื่อหาสาเหตุ
    • อาการเจ็บคัดเต้านม พบในระยะแรกของการรับประทานยา ซึ่งจะลดลงหรือหายไปในเวลาต่อมา
    • เลือดออกกะปริดกะปรอย มักพบในระยะแรก หรือผู้ที่ลืมกินยาบ่อยแก้ไขโดยการกินยาอย่างสม่ำเสมอ
    • ยาคุมกำเนิดจะทำให้ประจำเดือนมาน้อยลง ปวดประจำเดือนน้อยลง และป้องกัน cyst และเนื้องอกที่รังไข่และมดลูก
    • การขาดระดูระหว่างการใช้ยา ควรตรวจให้แน่ว่าไม่ได้ตั้งครรภ์

ข้อระวังเมื่อใช้ยาคุมกำเนิด

หากท่านที่ใช้ยาเม็ดคุมกำเนิดและเกิดอาการเหล่านี้ควรหยุดยาและรีบพบแพทย์

  •  
    • มีอาการปวดท้องอย่างรุนแรง  
    • ตัวเหลืองตาเหลือง
    • ปวดศีรษะอย่างรุนแรง จะเป็นลม เวียนศีรษะ
    • ความดันโลหิตสูง
    • มีอาการปวดและบวมเท้า และน่องให้สงสัยว่าเกิด ลิ่มเลือดในหลอดเลือดดำ
    • ปวดตา ตาพร่า เห็นแสงวูบวาบให้สงสัยว่ายาคุมกำเนิดทำให้ ไมเกรน เป็นมากขึ้น
    • มีอาการปวดหน้าอกและหายใจหอบ
    • มีอาการซึมเศร้า

Comment

Comment:

Tweet